posted on 30 May 2009 12:44 by beamsex in Internet
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้แนะนำปลั๊กอินสำหรับการแสดงหน้าผลลัพธ์ของ Wolfram Alpha
เสิร์ชสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นหาคำตอบในรูปแบบความรู้
แทนการส่งมอบลิงค์มากมายเหมือน Google
แต่สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ทำการบ้าน ส่วนใหญ่อาจจะใช้ Google กับ
Wikipedia มากกว่า
วันนี้ผมมีคำตอบที่อำนวยความสะดวกในเรื่องนี้มาฝากคุณผู้อ่านครับ
Googlepedia เป็นปลั๊กอินสำหรับ
Firefox ที่จะช่วยให้คุณสามารถค้นหาผลลัพธ์จากคีย์เวิร์ดด้วย Google
พร้อมกับใน Wikipedia โดยนำเสนอหน้าผลลัพธ์ไปพร้อมกันเลยบนหน้าจอเดียว
ซึ่งจะคล้ายๆ กับปลั๊กอิน Wolfram Alpha Google ที่เคยเล่าให้ฟังกันไปแล้วก่อนหน้านี้
สำหรับ
ผู้ใช้โน้ตบุ๊ก หรือเน็ตบุ๊กในปัจจุบัน ด้วยหน้าจอที่กว้างใหญ่ไพศาล
การเหลือพื้นที่ด้านข้าง โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร
ช่างเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง
คงดีไม่น้อยหากมีโอกาสได้ใช้พื้นที่ดังกล่าว ซึ่ง Googlepedia
จะแสดงผลลัพธ์ของ Wikipedia บนหน้าจอคู่ขนานด้านข้างไปกับหน้าผลลัพธ์ของ
Google เมื่อคลิ้กลิงค์ใดๆ ในส่วนผลลัพธ์จาก Wikipedia
มันจะมีการโหลดใหม่สำหรับผลลัพธ์ของ Google และหน้า Wikipedia
ที่สอดคล้องกันไปด้วยเลย นับว่าเป็นปลั๊กอินฉลาดๆ ที่น่าใช้อีกตัวหนึ่ง
อ้อ...ทางผู้พัฒนาได้จัดทำปลั๊กอินเวอร์ชัน Chrome ออกมาแล้วด้วยนะครับ
edit @ 30 May 2009 12:47:44 by beamsex
ถาม: พอดีว่า ผมเพิ่งให้เพื่อนเพิ่ม RAM
เข้าไปในคอมพิวเตอร์ที่รัน Windows Vista ปรากฎว่า
หลังจากนั้นระบบการทำงานก็เริ่มมีปัญหา บางทีก็รีสตาร์ทเครื่องซะงั้น
พอจะมีวิธีตรวจสอบ หรือเปล่าครับว่า มันเป็นปัญหาจาก RAM
ที่เพิ่งซื้อมาใหม่ หรืออาจมีสาเหตุอย่างอื่นๆ อย่างไวรัสน่ะครับ?
ตอบ:
สำหรับอาการที่เกิดจากการมีหน่วยความจำ (RAM)
ที่ผิดปกติอยู่ในคอมพิวเตอร์นั้น สามารถแสดงออกได้หลายลักษณะ
ซึ่งรวมถึงการที่จู่ๆ โปรแกรมทีใช้งานอยู่ก็ปิดการทำงานลงทันที
หรือแม้แต่การเกิดจอน้ำเงินมรณะ BSOD (Blue Screen Of Death) นอกจากนี้
การที่ผู้ใช้ไม่อัพเดตแอนตี้ไวรัส
ทำให้โดนไวรัสเข้าไปพักอาศัยในเครื่องมากมาย
ยังอาจะส่งผลให้คอมพิวเตอร์แสดงอาการแปลกๆ ออกมาได้เช่นกัน
แต่ถ้าก่อนหน้าที่จะเพิ่ม RAM เข้าไปในเครื่อง ระบบไม่เคยล่มบ่อยๆ
มาก่อนเลย มันก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่า หน่วยความจำที่ซื้อมาอาจมีปัญหาครับ
ความ
จริงคุณสามารถหาโปรแกรมทดสอบหน่วยความจำจากเว็บไซต์ต่างๆ ได้มากมาย
แต่เนื่องจากคุณใช้ Windows Vista อยู่ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า
มันมียูทิลิตี้ตรวจสอบหน่วยความจำที่ชื่อว่า Windows Memory Diganostics
Tool ให้มาด้วย เครื่องมือนี้สามารถทดสอบฮาร์ดแวร์ และรายงานปัญหาที่พบได้
ขั้นตอนการเรียกใช้ก็แค่คลิกเมนู Start พิมพ์คำว่า memory ในช่อง Search
สังเกตผลลัพธ์จะมีชื่อโปรแกรม Memory Diganostics Tool ขึ้นมา
เมื่อ
เปิดโปรแกรมขึ้นมา มันจะมีทางเลือกในการตรวจสอบ 2 แบบคือ
รีสตาร์ทเครื่องเพื่อตรวจสอบ RAM เลย หรือให้มีการทดสอบในครั้งต่อไปดังรูป
สำหรับผู้ใช้ Windows XP ที่กำลังพบปัญหาเดียวกันนี้ก็สามารถดาวน์โหลด Memory Diagnostics Tool ได้จากเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์
edit @ 30 May 2009 12:43:27 by beamsex
posted on 30 May 2009 12:41 by beamsex in OtherTips
รายงานข่าวล่าสุดแจ้งว่า ไมโครซอฟท์แจ้งเตือนผู้ใช้ พบช่องโหว่วิกฤตใน
DirectShow กรอบการทำงานสำหรับการเล่นไฟล์มีเดียชนิดต่างๆ
ซึ่งพบได้ในระบบปฏิบัติการ Windows หลายเวอร์ชั่นด้วยกัน
ผู้ไม่หวังดีสามารถโจมตี
เหยื่อด้วยการซ่อนโค้ดอันตรายในไฟล์มีเดียที่อยู่ในฟอร์แมต QuickTime
ซึ่งทางไมโครซอฟท์แจ้งว่า การบุกรุกด้วยวิธีนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในวงจำกัด
โดยเฉพาะผู้นิยมใช้ไฟล์ QuickTime โดยหลังจากเจาะระบบเข้าไปได้แล้ว
ผู้บุกรุกจะสามารถเข้าควบคุมการทำงานของเครื่องจากบนเน็ตด้วยสิทธิ์เท่ากับ
ผู้ใช้ที่ล็อกอินในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม ขณะรายงานยังไม่มีการออกแพตช์
เพื่ออุดช่องโหว่นี้
สำหรับช่องโหว่ที่พบใน DirectShow เวอร์ชั่น 7,8 และ 9 บนระบบปฏิบัติการ Windows 2000, Windows XP และ Windows Server 2003 จะมีโอกาสถูกโจมตีในลักษณะข้างต้นได้ ส่วนใน Windows Vista, Windows Server 2008 และ Windows 7 จะปลอดภัยจากช่องโหว่นี้
อย่างไรก็ดี ทางไมโครซอฟท์ได้จัดทำสคริปท์ที่ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลด และสั่งรันผ่าน Knowledge Base Article 971778 โดย
จะสังเกตเห็นปุ่ม "Fix It" ขนาดใหญ่
ผู้ใช้จะต้องคลิ้กเพื่อดาวน์โหลดสคริปท์ที่จะเข้าไปลบรีจิสทรีที่เปิดโอกาส
ให้ QuickTime สามารถส่งผ่านพารามิเตอร์ที่อาจเป็นอันตรายดังกล่าวได้
และหลังจากที่ไมโครซอฟท์แพตช์ออกมาแล้ว
ผู้ใช้จึงค่อยรันสคริปท์อีกตัวหนึ่งที่จะเปิด(enable)การทำงานดังกล่าวกลับ
คืนมา แต่หากสคริปท์ไม่ทำงาน
ผู้ใช้ก็สามารถทำตามขั้นตอนในบทความที่เหลือได้ คาดว่า
แพตช์ของช่องโหว่ดังกล่าวน่าจะมาพร้อมกันในวันที่ 9 มิถุนายน
posted on 30 May 2009 12:40 by beamsex in OtherTips
หลังจากที่มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเสิร์ชเอ็นจิ้นตัวใหม่ของ
ไมโครซอฟท์ ตั้งแต่โค้ดเนม Kumo.com มาจนถึงการเตรียมทุ่มเม็ดเงินกว่า 100
ล้านเหรียญฯ เพื่อผลักดันเสิร์ชเอ็นจิ้นตัวใหม่ (ที่พัฒนาจาก Live Search)
ให้เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ และสามารถต่อกรกับ Google และ Yahoo ได้
ล่าสุดทางไมโครซอฟท์ได้แถลงข่าว
พร้อมทั้งให้ชื่ออย่างเป็นทางการกับเสิร์ชตัวนี้แล้วด้วย
เมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่านมา สตีฟ บอลเมอร์ ซีอีโอของไมโครซอฟท์ได้เปิดเผยเกี่ยวกับเสิร์ชเอ็นจิ้น ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ม่ีชื่อว่า Bing.com
ซึ่งทางบริษัทกล่าวว่า มันสามารถให้คำตอบที่มีความเป็นธรรมชาติมากกว่า
โดยเฉพาะการช่วยให้ผู้ใช้ได้ข้อมูลสำหรับการตัดสินใจที่ดีกว่า
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ วางแผนท่องเที่ยว
ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ตลอดจนธุรกิจในท้องถิ่น
"
แม้วันนี้เสิร์ชเอ็นจิ้นจะได้ช่วยนำพาผู้ใช้ให้ไปพบเว็บไซต์
และข้อมูลข่าวสารที่เหมาะสมได้ก็ตาม
แต่พวกมันกลับไม่ได้ช่วยให้ผู้ใช้ได้ใช้ข้อมูลข่าวสารที่พบได้ดีมากนัก
(แค่ไปพาไปพบแหล่งข้อมูล
แต่ไม่ได้ช่วยให้การตัดสินใจเลือกใช้ข้อมูลเหล่านั้นง่ายเท่าที่ควร)"
สตีฟ บอลเมอร์ กล่าว "เมื่อเราเริ่มต้นสร้าง Bing
เราพยายามทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจริงๆ
จากการใช้เว็บ"
ผล
การศึกษาเกี่ยวกับการใช้เสิร์ชของ ComScore
ระบุว่า การเสิร์ชเว็บที่ไร้ค่าเนื่องจากไม่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจนั้นมีมาก
ถึง 30% ซึ่งผลจากการศึกษาดังกล่าว ไมโครซอฟท์ได้ตั้งทีมพัฒนา "decision engine" (กลไกช่วยในการตัดสินใจ)
ขึ้นมา เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ได้พบกับข้อมูลที่พวกเขาต้องการมากที่สุด
ตัวอย่างเช่น
ทำให้ผู้ที่ต้องการซื้อกล้องดิจิตอลได้พบกับรุ่นที่ถูกใจในราคาที่ดีที่สุด
ตลอดจนการจองตั๋วเครื่องบิน หรือค้นหาภัตตาคารที่สะดวกง่ายดายกว่า
โดยอ้างอิงผลลัพธ์ที่คล้ายกับสิ่งที่ได้จากค้นพบก่อนหน้านี้
ซึ่งจะทำให้ได้คำตอบที่ดีกว่า และใกล้เคียงมากขึ้น
ซึ่งในรายละเอียดของอินเตอร์เฟซจะช่วยให้ผู้ใช้ตัดสินใจกับสิ่งที่ค้นพบได้
ง่ายขึ้น สมมติคุณกำลังค้นหารถยนต์ที่ต้องการซึ้อไว้สักคันหนึ่ง
ที่ด้านซ้ายของหน้าผลลัพธ์ จะแสดงหมวดต่างๆ (categories) ที่คลิ้กเลือกได้
อย่างเช่น ปัญหา รีวิว และตัวแทนจำหน่าย โดยระบบจะคำนวณและประเมินให้ว่า
ผู้ใช้น่าจะต้องการทราบอะไรบ้างจากสิ่งที่ค้นหา สำหรับ Bing.com จะเปิดให้บริการทั่วโลกในวันพุธที่ 3 มิถุนายน ศกนี้
posted on 30 May 2009 12:39 by beamsex in OtherTips
ใครที่อยากจะลองใช้บราวเซอร์บนมือถือตัวอื่นบ้างๆ นอกจาก IE หรือ Opera
Mini และขี้เกียจรอ Fennec แนะนำให้ลองใช้บราวเซอร์มือถือแจกฟรีตัวนี้ครับ
Skyfire 1.0 หลังจากออกเบต้ามาปีกว่าแล้ว มีให้เลือกดาวน์โหลดไปใช้ 2
แพลตฟอร์มด้วยกันคือ Windows Mobile และ Symbian
ทางบริษัททีมีชื่อเดียวกัน
กับบราวเซอร์กล่าวว่า "วันนี้มีผู้ใช้กว่าหนึ่งล้านคนที่ได้ติดตั้ง
และใช้บราวเซอร์ (Skyfire) ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา" Skyfire 1.0
เว็บบราวเซอร์แจกฟรีสำหรับใช้งานบนมือถือที่มีเป้าหมายคือ
การสร้างประสบการณ์ท่องเน็ตบนมือถือได้ราวกับกำลังเล่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์
ผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั้งแพลตฟอร์ม Windows Mobile และ Symbian
สามารถดาวน์โหลดบราวเซอร์ตัวไปใช้ได้ โดยทางบริษัทระบุว่า
มันสามารถใช้กับมือถือของผู้ผลิตชั้นนำต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น HTC, LG,
Samsung, Nokia, Palm และ Sony
ซึ่งขณะนี้ทางบริษัทกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาให้สามารถทำงานบนอุปกรณ์ของ
BlackBerry ได้
Skyfire
1.0 ได้รับการออกแบบให้สามารถวิวหน้าเว็บได้อย่างคล่องตัว (dynamic Web
technologies) และครอบคลุมเทคโนโลยีในการแสดงผล อย่างเช่น Flash,
Silverlight, Windows Media Player, Ajax และ Quicktime โดย Nitin
Bhandari ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Skyfire
อ้างว่า มันเป็นบราวเซอร์บนมือถือเพียงตัวเดียวที่สนับสนุนทุกเทคโนโลยีที่
มีอยู่ในปัจจุบัน
โดยผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ในการท่องเว็บที่ไม่ต่างจากพีซี
(ยกเว้นขนาดของหน้าจอ)
นอก
จากความสามารถในการแสดงวิดีโอที่ปรากฎในเว็บไซต์แบบเต็มหน้าจอแล้ว
มันยังสนับสนุนการใช้เว็บไซต์เครือข่ายสังคม (social network site) อย่าง
Facebook และ Twitter อีกด้วย โดยผู้ใช้สามารถเซตอัพให้ใช้ SMS
กับบริการบนเว็บไซต์ Twitter และ Facebook ได้อีกต่างหาก ช่องค้นหา(search
box)ที่ชาญฉลาดสามารถคาดเดาสิ่งที่คุณกำลังจะพิมพ์เข้าไปได้
ช่วยให้ผู้ใช้สามารถพิมพ์ URL หรือคีย์เวิร์ดที่ต้องการค้นได้เร็วขึ้น
Skyfire 1.0 ยังมาพร้อมกับคุณสมบัติในการซูมหน้าเว็บที่คล้ายกับบน Safari
บน iPhone ของ Apple ด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถซูมอินและซูมเอาต์
ตลอดจนเลื่อนหน้าเว็บ เพื่อดูส่วนต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย
สำหรับผู้ใช้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด Skyfire 1.0 ได้ที่ get.skyfire.com
posted on 30 May 2009 12:39 by beamsex in OtherTips
สำหรับรายงานข่าวชิ้นนี้ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ของ LG อีกแล้วครับ
แต่คราวนี้เป็นมือถือที่อาจจะเคยผ่านสายตาใครหลายๆ คนมาบ้าง นั่นก็คือ LG
GD900
มือถือแบบสไลด์ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ปุ่มสัมผัสที่"ใส"เสียจนกระทั่งสามารถ
มองทะลุผ่านได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันการทำงานที่ไม่เป็นรองใครอีกด้วย
นอก
จาก GD900 จะมาพร้อมกับจอแอลซีดีระบบสัมผัสแล้ว แผงปุ่มสัมผัสใสๆ
ที่สามารถเลื่อนลงมาด้านล่างของตัวเครื่อง
ยังสามารถทำหน้าที่เป็นแผงสัมผัส (touchpad) แบบมัลติทัชได้อีกต่างหาก LG
GD900 จะใช้ระบบปฏิบัติการ และยูสเซอร์อินเตอร์เฟซ Arena ที่พัฒนาโดย LG
ใน
ส่วนของทัชแพดใสๆ นี้ ผู้ใช้จะสามารถใช้สัมผัส
เพื่อควบคุมการซูมกล้องดิจิตอล หรือบราวเซอร์บนมือถือได้อย่างคล่องตัว
และด้วยวิธีนี้ มันจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นหน้าจอได้เต็มตาตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่แน่ใจเหมือนกันว่า การใช้งานจริงๆ
จะสะดวกกว่าการจิ้มหน้าจอตรงๆ หรือไม่
แต่เรื่องของความรู้สึกที่ดีจากดีไซน์ที่สวยงาม แปลกตา
และดูโดดเด่นไม่แพ้ใคร น่าจะทำให้ผู้ใช้หลายๆ คนอดใจไม่ไหวได้เหมือนกัน
posted on 30 May 2009 12:38 by beamsex in OtherTips
และแล้วก็ถึงเวลาของจอแอลซีดี 3 มิติ เมื่อ LG
บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำจากแดนโสม
ได้ประกาศเปิดตัวจอ LCD ไฮเดฟินิชั่นสมบูรณ์แบบขนาด 23
นิ้วที่สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบสามมิติทะลุออกมานอกจอ
สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมได้มากยิ่งขึ้น
สำหรับเทคโนโลยีการสร้างภาพระดับไฮ
เดฟินิชั่น 3 มิติทะลุจอดังกล่าวจะเป็นของบริษัท LG เอง
โดยสามารถให้แสงสว่างได้มากขึ้นเป็น 2
เท่าของจอแอลซีดีสามมิติที่พบเห็นทั่วไป หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มันเป็นจอ LCD
3 มิติที่มีความสว่างมากที่สุดในโลกนั่นเอง
ความ
ลับของภาพ 3 มิติทีปรากฎขึ้นบนจอ LCD
นั้นเป็นผลมาจากการใช้เทคโนโลยีความต่อเนื่องของเวลา (time-sequential)
ของการแสดงภาพเคลื่อนไหว
โดยทำให้ตาขวาและตาซ้ายเห็นภาพที่แตกต่างกัน จะทำให้ตามองเห็นภาพเป็น 3
มิติได้ (เทคนิคง่ายๆ ที่หลอกสายตาได้เช่น การแสดงภาพที่ตรงข้ามกัน หรือ
horizantal flip สลับไปมาอย่างรวดเร็ว จะทำให้เห็นมิติตื่นลึกของภาพได้)
ซึงหากเป็นแอลซีดีทีวีสามมิติทั่วไปจะติดตั้งเทคโนโลยีดังกล่าวไว้ที่แผง
ด้านหน้า หรือกระจกใสที่ครอบหน้าจอ
เพื่อสร้างมุมมองของภาพที่มีเวลาแตกต่างกัน
แต่
สำหรับจอแอลซีดีไฮเดฟินิชั่นรุ่นนี้จะใช้วิธีฝังเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าไปใน
จอเลย
ซึ่งทำให้มุมมองของภาพสามมิติมีความสว่างคมชัดกว่าเดิมที่อยู่ด้านหน้าอีก
ชั้นหนึ่ง ที่สำคัญมันสามารถมองดูด้วยแว่นตาโพลาร์ไรซ์ราคาถูกได้อีกด้วย
ในขณะที่แบบเดิมต้องใช้แว่นตาชนิดพิเศษที่มีราคาแพงกว่า
ในส่วนของกำหนดการวางตลาด
ตลอดจนเรื่องของราคายังไม่มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด
posted on 30 May 2009 12:37 by beamsex in OtherTips
รายงานข่าวเช้านี้ Twitter ประกาศแจ้งเตือนผู้ใช้อย่างเป็นทางการ
สำหรับกรณีการหลอกลวง (Phishing) ให้ผู้ใช้ส่งมอบพาสเวิร์ด
เพื่อแลกกับการได้ผู้ติดตาม (followers) เป็นจำนวนมาก
ซึ่งล่าสุดมีเหยื่อที่โดนเล่นงานจากหนอนตัวนี้ไปแล้วกว่า 13,000 ราย
ผู้ใช้ทวิตเตอร์ตกเป็นเป้าของการ
โจมตีด้วยกลวิธีการหลอกลวงแบบใหม่ โดยหนอนจะหลอกผู้ใช้ด้วยการให้สัญญาว่า
ด้วยบริการของมันจะสามารถเพิ่มจำนวนผู้ติดตาม (twitter followers)
ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้ใช้ที่โลภมากอยากได้ผู้ติดตามเยอะๆ
ก็จะเผลอตกเป็นเหยื่อเข้าไปใช้บริการได้โดยง่าย
เมื่อผู้ใช้ทวิตเตอร์พบข้อความ "OMG I just got over 1000 followers today from http://twittercut.com."
แล้วเผลอคลิ้กเข้าไปตามลิงค์ที่ปรากฎนีั้ พวกเขาจะถูกพาเข้าไปยังเว็บไซต์
Twitter ปลอมที่ต้องล็อกอิน และให้รายละเอียดเกี่ยวกับพาสเวิร์ด
จากนั้นหนอนตัวนี้ก็ใช้แอคเคาต์ของเหยื่อ เพื่อส่งลิงค์เว็บไซต์นัดบอด
(dating website) ไปยังผู้ติดตาม
(followers) และด้วยกลไกของรายได้โฆษณาที่จ่ายตามคลิ้ก (pay per click)
ก็จะทำให้เจ้าของหนอนได้รายได้จากการสร้างแทรฟฟิกนั่นเอง
ล่า
สุดเว็บไซต์ twittercut.com ได้ปิดตัวลงไปเรียบร้อย พร้อมทั้งปฏิเสธว่า
ไม่ใช่ phishing แถมยังบอกด้วยว่า เว็บไซต์อื่นๆ ก็ทำกันมากมายเต็มไปหมด
เว็บ
ไซต์ PC Tools ได้เตือนเกี่ยวกับหนอนตัวนี้ว่า มันแพร่กระจายเร็วมาก
และไม่ใช่เฉพาะในสหรัฐฯเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงแคนาดา สวีเดน และบราซิล
"หนอนตัวนี้กำลังใช้กระแสของความนิยมต้องการเพิ่มยอดผู้ติดตามในทวิตเตอร์
(twitter followers)
เพื่อขโมยบัญชีผู้ใช้ที่ตกเป็นเหยื่อนนำไปแพร่กระจายข้อความที่ต้องการ"
สำหรับคำแนะนำก็คือ
ให้ปฏิเสธบริการส่งต่อข้อความเพื่อสร้างผู้ติดตามที่มาจาก Twittercut
และอย่าให้ข้อมูลล็อกอินใดๆ กับเว็บไซต์แห่งนี้
posted on 30 May 2009 12:36 by beamsex in OtherTips
ดูเหมือนสมรภูมิเน็ตบุ๊กจะค่อนข้างดุเดือด
และรุนแรงกว่าโน้ตบุ๊กไปเสียแล้ว เพราะล่าสุด HP
ได้ออกมาประกาศเปิดตัวเน็ตบุ๊กรุ่นใหม่พร้อมกันทีเดียว 3 โมเดล
โดยใช้ชื่อเรียกว่า Mini netbook ซึ่งได้แก่ 1101,110 XP และ 110 Mi
ทั้งนี้ทุกรุ่นจะเป็นเน็ตบุ๊กที่มีขนาดจอ 10.1 นิ้ว (LCD พร้อม
LED-backlit)
ใน
ส่วนของโพรเซสเซอร์จะเลือกใช้เป็น Intel Atom N270 หรือไม่ก็ N280
สำหรับชิปเซ็ตจะเป็น GMA 950 ยกเว้น Mini 110 XP ที่ใช้ชิปเร่งวิดีโอ
(Broadcom Crystal HD Enhanced video Accelerator)
ซึ่งเหมาะสำหรับการเล่นวิดีโอไฮเดฟินิชั่น 1080p
ส่วนระบบปฏิบัติการทีใช้ในรุ่นนี้จะเป็น Windows XP และมีหน่วยความจำ 1GB
สามารถเลือกว่าจะใช้ฮาร์ดดิสก์ 160GB หรือ SSD 32GB พร้อมด้วยออปชั่น WWAN
ที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี 3G
ส่วน
รุ่น 110 Mi จะเป็นเน็ตบุ๊กที่ใช้โอเอสเป็น Linux มาพร้อมกับฮาร์ดดิสก์
250GB และหน่วยความจำ 2GB ทั้งสองรุ่นจะสามารถซิงค์ไฟล์ข้อมูล
และมีเดียต่างๆ กับพีซีโดยตรงผ่านทาง "Syncables Desktop" ได้
สำหรับ
รุ่นสุดท้ายจะเป็น HP Mini 1101 จะเป็นเวอร์ชันที่ใช้ทำงานมากกว่า 110 XP
เนื่องจากมันไม่ได้ใช้ชิปเร่งวิดีโอ
แต่จะเปิดทางให้เลือกว่าจะใช้โอเอสเป็น XP หรือ Vista ก็ได้
เน็ตบุ๊กรุ่นนี้คาดว่าจะวางตลาดในวันที่ 1 มิถุนายน โดย Mini 1101
จะมีสีดำเงา และสนนราคาอยู่ที่ 329 เหรียญฯ (ประมาณ 12,000 บาท) ส่วน Mini
110 XP และ Mini 110 Mi รุ่นที่มีสีดำพร้อมลวดลายต่างๆ จะวางตลาดในวันที่
10 มิถุนายน สนราคาอยู่ที่ 329.99 เหรียญฯ (ประมาณ 12,000 บาท) และ 279.99
เหรียญฯ (ประมาณ 10,000 บาท) ตามลำดับ สุดท้ายและท้ายสุดจะเป็น Mini 110
XP ทีมี 2 สีพิเศษให้เลือกคือ ชมพู และขาว จะวางตลาดในวันที่ 8 กรกฎาคม
ศกนี้ ส่วนราคาของมันยังไม่มีการเปิดเผยออกมาแต่อย่างใด
posted on 30 May 2009 12:35 by beamsex in OtherTips
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ประกาศว่า ซูน เอชดี (Zune HD)
เครื่องเล่นมีเดียดิจิตอลรุ่นใหม่จะวางตลาดช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้แน่นอน
ขณะเดียวกันก็ได้ให้รายละเอียดอย่างเป็นทางการสำหรับซูนรุ่นต่อไป
แต่ประเด็นที่น่าสังเกตคือ
ไมโครซอฟท์กำลังรุกไล่คู่แข่งทุกประตูตั้งแต่โน้ตบุ๊กไปจนถึงเครื่องเล่นมี
เดีย หรือแม้แต่เสิร์ชเอ็นจิ้น
สำหรับ Zune
รุ่นต่อไปที่จะออกมานั้น พบว่ามีคุณสมบัติหลายๆ อย่างเป็นไปตามคาด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบหน้าจอสัมผัส (16:9, 480 x
272) จูนเนอร์วิทยุความคมชัดสูง รวมถึงระบบปฏิบัติการ Windows CE
รุ่นใหม่ที่จะใช้กับเครื่องเล่นมีเดียรุ่นนี้
ตลอดจนการพัฒนาอินเทอร์เน็ตบราวเซอร์ให้มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้น
"
เครื่องเล่นมีเดียรุ่นใหม่นี้จะเป็นการต่อสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันกับ iPod
Touch โดยผู้ซื้อ Zune จะสามารถเชื่อมต่อเพื่อเล่นภาพยนต์คุณภาพระดับ HD
บนทีวีผ่านทางด็อกกิ้งได้อีกด้วย" คริสต์ สตีเฟนสัน
ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดของไมโครซอฟท์ซูน กล่าว นอกจากนี้ Zune HD
รุ่นใหม่จะใช้หน่วยความจำแฟลช (16GB/32GB) แต่ก็จะมีเวอร์ชันที่ใช้
ฮาร์ดไดรฟ์ด้วย ในส่วนของจอแสดงผลระบบสัมผัสจะใช้เทคโนโลยี OLED ขนาด 3.3
นิ้วที่ความละเอียด 480x272 พิกเซล อย่างไรก็ตาม
ยังไม่มีการให้ข้อมูลที่แน่ชัดออกมาทั้งความจุ
ตลอดจนความสามารถในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไรัสาย (Wi-Fi) ว่าจะสนับสนุน
802.11n หรือยังคงเป็น 802.11g เหมือนเดิม
คุณสมบัติ
หลักของ Zune ที่จะใช้ต่อกรกับคู่แข่งอย่าง iPod Touch ของ Apple ก็จะมี
HD radio (จูนเนอร์ที่ให้ความคมชัดในการฟัง)
ซึ่งจะทำให้ได้รับประสบการณ์ในการฟังเพลงคุณภาพสูง เนื่องจาก iPodTouch
ไม่มีฟังก์ชันวิทยุ นอกจากนี้ยังมีในส่วนที่เครื่องเล่นมีเดีย Zune HD
จะสามารถใช้บริการ Zune store และ Xbox Live ได้ในเครื่องเดียว
ซึ่งผู้ใช้สามารถนำ Zune เล่นวิดีโอที่ความละเอียด 1280x720 (720p) บน
HDTV ได้
ไมโครซอฟท์ยังคงปิดปากแน่นสำหรับคำตอบของคำถามที่ว่า
ความสามารถในการเล่นวิดีโอเกมของ Zune HD จะเป็นอย่างไร
ตลอดจนแผนการพัฒนาเครื่องเล่นเป็นมือถือ ซึ่งคงต้องรอความชัดเจนกันต่อไป
แต่เชื่อว่า
คำตอบทั้งหมดน่าจะไม่นานเกินกว่าผลิตภัณฑ์จะวางตลาดในช่วงต้นไตรมาสที่สี่
ของปีนี้อย่างแน่นอน คาดว่า สนนราคาเริ่มต้นอยู่ 200 เหรียญฯ (ประมาณ
7,200 บาท)